วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

การนำเสนอภาพพจน์ของข้อมูลภูมิศาสตร์ (Visualization of Geographic Information)

การรับรู้เพื่อทำแผนที่ (Cartographic cognition) คือกระบวนการที่มนุษย์ได้รับทราบทั้งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการทางจิต (mental process) ซึ่งเป็นการยากที่จะนำมาทำซ้ำขึ้นอีกครั้งด้วย software computer ใน GIS (Taylor, 1991) ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ปัจจุบันมีกระบวนการที่เรียกว่า scientific visualization เพื่อใช้ในการประยุกต์ทำแผนที่ด้วย GIS

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ (Human-computer interaction: HCI)

ปัจจัยทางมนุษย์ (Human factors) เรียกได้เช่นกันว่า การจัดวางรูปแบบของพื้นที่ปฏิบัติงานและอุปกรณ์สำนักงานให้เหมาะสม สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ (ergonomics or human engineering) จัดเป็นศาสตร์ด้านหนึ่งที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับภาวะตอบสนองของมนุษย์ที่มีต่อการใช้เทคโนโลยี ในที่นี้ “HCI” สามารถนำเสนอเป็น 3 ประเด็นสำคัญที่มีความสัมพันธ์ต่อกันในเรื่องของเทคนิคการออกแบบ software
1.สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณทราบและรับรู้ (what-you-see-is-what-you-get: WYSIWYG) หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันในพื้นที่หนึ่งดียวกัน มักจะเป็นตัวบอกถึงภาวการณ์เชิงระบบในพื้นที่นั้นๆ
2. การปรับสภาพให้เหมาะสมโดยตรง (direct manipulation) คือกรณีซึ่งเป็นโอกาสของผู้ใช้ (user) สามารถใช้อุปกรณ์ชี้จุด เช่น mouse เลือกตำแหน่งเป้าหมายต่างๆหน้าจอ ลาก drag ไปตามที่ต้องการ หรือ click เพื่อทำให้กระบวนการปฏิบัติงานด้านต่างๆเกิดขึ้น
3. ภาวะเผชิญหน้าพร้อมกันระหว่างผู้ใช้และข้อมูลรูปภาพ (graphical user interface: GUI) เป็นลักษณะของการใช้ icon และ menus ในการเลือกวิธีปฏิบัติให้กับ Computer

ทั้ง 3 ประเด็นนี้คือแนวคิดเบื้องต้นที่เป็นรากฐานของการทำงานแบบแผนที่อัตโนมัติ (automated mapping) ในปัจจุบัน ซึ่งเราเรียกกันโดยสรุปว่า “window-icon-menu-pointer: WIMP”

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

แบบจำลอง GIS: การติดต่อสื่อสารข้อมูล

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แผนที่กล่าวได้ว่าเป็นแบบจำลองทางภูมิศาสตร์ประเภทหนึ่ง “แผนที่ (map user)” เปรียบดังเช่น “data carrier” ผู้ใช้แผนที่ (map user) เปรียบเสมือนกับ “passive receptor” การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของแผนที่ในสิ่งแวดล้อมทาง GIS ก็เป็นดังเช่น “การติดต่อสื่อสารด้านการทำแผนที่ (cartographic communication)” ได้ถูกเปลี่ยนให้เกิดแนวปฏิบัติสำคัญๆขึ้นมาใหม่ โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นแบบจำลองใหม่ทางด้านการทำแผนที่นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม คำว่า “Communication” สามารถนำมาอธิบายได้โดยการเปรียบเทียบ (comparison) กับแบบธรรมเนียมดั้งเดิมของการทำแผนที่ (conventional cartographic method) กลับกลายเป็นว่า “การติดต่อสื่อสารด้านการทำแผนที่” ดังกล่าวมานี้ เป็นทั้งกรณีของ แบบจำลองใหม่ (new model) และ แบบธรรมเนียมดั้งเดิม (traditional convention) มาผนวกเข้าด้วยกัน
โดยเป็นแบบจำลองที่จำแนกออกได้ในหลายมิติ สามารถแสดงออกได้ทั้งกรณี 3 มิติ (three dimensional) นำเสนอแบบการแสดง (dramatically) และนำเสนอเชิงช่วงเวลา (temporally) ซึ่งก็คือเป็นได้ทั้งแนวคิดและวิธีการ (concepts and methods) เพื่อทำแผนที่ให้บรรลุผล

การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของการทำแผนที่ (The Changing Nature of Cartography)

กระบวนการการทำแผนที่มุ่งไปสู่การใช้เครื่อง Computer มาเป็นเครื่องมือหลัก แผนที่ในอดีตที่มีมาในรูปแผ่นกระดาษ (hard copies) ถูกเปลี่ยนมาเป็นการแสดงออกทางหน้าจอ (screen display) หรือเรียกกันได้ว่า “soft copy or digital map” แผนที่เชิงตัวเลข (digital map) ดังกล่าวนี้สามารถนำเสนอได้ทั้งในเชิง มุมมองแบบทัศนียภาพ (perspective view) ภาพเคลื่อนไหว (animation) การนำเสนอเป็นภาพเลียนของจริง ในลักษณะภาพจากการบินในที่สูง (fly by or fly through) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการทำเทียมเลียนแบบจากของจริง (simulation) โดยคำนี้เองที่เป็นตัวแสดงให้เห็นถึงกรณีของ “what if” แผนที่เชิงตัวเลขดังกล่าวนี้มีข้อเด่นคือ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่อยากเปลี่ยนรูปแบบ ประเภทแผนที่ มาตราส่วน เกณฑ์ทางระบบพิกัด อีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนรูปของผลการนำเสนอกรณีต่างๆเช่น Graphs, charts, statistical tables, และ การเขียนรายงาน

กล่าวโดยสรุปแล้ว “Digital map” จะแตกต่างจาก “Analog map or printed map”
ใน 3 ประการหลัก

1) การเก็บรักษาข้อมูล (data store)
2) การส่งผ่านข้อมูล (data carrier)
3) กลไกสำหรับนำเสนอข้อมูล (mechanism for information presentation)

ทั้ง 3 ประการนี้ ที่สำคัญอย่างมากก็คือข้อ 3 เพราะจะเป็นการเน้นไปยังกระบวนการสำคัญ 2 ประการที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ได้แก่
3.1) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ (human-computer interaction: HCI)
3.2) การนำเสนอภาพพจน์ของข้อมูล (Scientific visualization: SciVis)
การทำแผนที่ในปัจจุบัน จึงเกี่ยวข้องอย่างมากกับ “Computer graphic” และ “Image processing” ทำให้ GIS เป็นเสมือนหนึ่ง การทำแผนที่แบบ “an interface to geographic information”

การทำแผนที่ในส่วนของ GIS

Cartography และ GIS ต่างก็มีส่วนเกี่ยวพันกับแผนที่ ในเวลาที่ผ่านมา ผู้ใช้ GIS จะใช้แนวคิดเทคนิคและวิธีการจาก Cartography เพื่อสร้างแผนที่ขึ้นใช้ ต่อมาในปัจจุบัน เทคนิและอุปการณ์ทาง GIS ได้รับการพัฒนามากขึ้น นิยามใหม่ๆแห่งคำว่า cartography ในส่วนที่นำมาผนวกเข้ากับ GIS ก็ได้เกิดขึ้น
เมื่อ GIS ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นผลให้รูปแบบการทำแผนที่แบบเดิมๆ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา Cartography จะเน้นไปอย่างมากที่คำว่า “where” ซึ่งก็คือ ตำแหน่ง (position) ว่าถูกต้องชัดเจนมากมายแค่ไหน เปลี่ยนไปสู่การเน้นไปที่ คำว่า “why,” “when,” “how,” และ “what-if”

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

อีกสองชั่วโมง

อานะ
พรุ่งนี้(ไมกี่ชั่วโมงแล้ว)ก็จะไปทริปอีสานทัวกันแล้วนะค่ะ
อิอิ
หุหุ
ยังเก้บของไม่เสร็จเลยอะ
หือๆๆ
หลับก่อนค่อยตื่นมาเก็บดีกว่า
อิอิ

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

Land use

ทฤษฏีการใช้ที่ดิน Land use theory







Johann Heinrich von Thunen and Land Use Theory
แบบจำลองการใช้ที่ดินการเกษตร ของThünen
Thünen ได้พัฒนาแบบจำลองการใช้ที่ดินก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ภายใต้สมมติฐานที่มีปัจจัยจำกัดดังนี้
ตลาดกลางตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปราศจากอิทธิพลของปัจจัยภายนอกและไม่มีการใช้ที่ดิน (Isolated State) เช่น พื้นที่ชุมชนที่เป็นชุมชนของท้องถิ่นและไม่มีอิทธิพลจากภายนอก
สภาพแวดล้อมของพื้นที่(state) มีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน (homogenious) ไม่มีแม่น้ำ ภูเขาหรือสิ่งกีดขวาง นอกจากนี้ยังมีดิน ภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรคล้านคลึงกันหรือเหมือนกัน
พื้นที่ดังกล่าว ต้องไม่มีเส้นทางขนส่งหลัก กล่าวคือเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะขนส่งผลผลิตและบริการผ่านทางเกวียนหรือทางเดินไปยังตลาดกลางโดยตรง
เกษตรกรในพื้นที่นี้จะต้องพิจารณาว่าต้องการอะไรเพื่อให้ได้มาผลกำไรสูงสุดในตลาดกลาง

R = Y (p - c) - Yfm (English [incl. Krumme])
Variable German Symbols English Symbols Hoover's Symbols
Rent (per unit of land) R (Rent) R R
Yield (per unit of land) E (Ertrag) Y (Yield) Q (Quantity)
Price (farmer receives at the market) p (Preis) p P
Average Production Costs (per Unit of Yield) a (Ausgaben) c TC=F+aQb (Total Costs= Fixed Costs + Variable Costs)
Distance from Market k (Kilometer) m (Miles) x
Freight rate per unit of Yield and Unit of Distance f (Fracht) f t (transfer costs)
R= กำไร , Y=ผลผลิต/หน่วยที่ดิน, p=ราคาผลผลิตที่ขายได้/หน่วย, c=ต้นทุน/หน่วย, f=ค่าขนส่ง, m=ระยะทาง

เลือกสีเสื้อผ้าตามวันเกิด

การเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัวมีผลต่อผู้ใส่ได้มากจริงๆ เลยนะคะ นอกจากรูปแบบความทันสมัยของเสื้อผ้า และเส้นใยที่นุ่มสวมใส่สบายแล้ว สีสันของเสื้อผ้าก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะศาสตร์ ในการเลือกใส่เสื้อผ้าสีสันต่างๆ ตามวันเกิดที่มีมาแต่โบราณกว่า 700 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยการ ใช้ตำรามหาทักศา ซึ่ง อ. คฑา ชินบัญชร ได้รวบรวมแล้วนำมาบอกต่ออีกที นอกจากความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังช่วยให้เรามีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขได้อีกด้วยค่ะ...


ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
อาจจะใช้สีแดง สีส้ม หรือสีอื่นๆ มาประกอบ เพื่อให้เกิดความมีสิริมงคล สำหรับชีวิต ไม่ใช่เฉพาะสีประจำวันอย่างเดียว ควรจะเลือกสวมใส่เสื้อผ้า ด้วยโทนสีแดง ทั้งแดงสด แดงเข้ม แดงม่าเมี่ยว รวมทั้งชมพู ส้ม หรือแสด จะช่วยให้คนเกิดวันนี้รู้สึกสดชื่น ส่วนสีทอง ครีม และเขียว จะให้ความเป็น มงคลในเรื่องของโชคลาภ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

ผู้ที่เกิดวันนี้ อ.คฑาบอกว่า มีนิสัยอ่อนโยน อ่อนหวาน นุ่มนวล แต่ขี้ใจน้อยไปสักนิด พยายามอย่าคิดมากนัก เพราะอาจทำให้มีเรื่องหงุดหงิดไม่สบายใจ แต่ก็เป็นคนดีมีน้ำใจ และมีเสน่ห์ในตัวเองเป็นพิเศษ สีเสื้อผ้าที่ควรใส่คือเหลือง ทอง ไข่ไก่ ครีม ฟ้า น้ำเงิน เพราะจะมีผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน สีเขียว หมายถึงการเลื่อนตำแหน่ง ความขยันขันแข็ง หรือความกระตือรือร้นในการทำงาน ส่วนสีม่วง จะหมายถึง โชคลาภ สรุปแล้วสีที่เหมาะสำหรับคนเกิดวันจันทร์มากที่สุดก็คือ เหลือง เหลืองทอง ไข่ไก่ หรือสีที่ออก
แนวเอิร์ธโทนนั่นเองค่ะ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง โดดเดี่ยว ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง เป็นคนตรงไปตรงมา มีความยุติธรรมเป็นที่สุด ที่สำคัญคือเป็นคนรักเดียวใจเดียว และรักครอบครัวเป็นที่สุด ผู้ที่เกิดวันนี้ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีชมพู แดง ส้ม เขียวเป็นพิเศษ เพราะเป็นสีมงคล และจะทำให้คนเกิดวันอังคารดูอ่อนหวาน
นุ่มนวล และดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สีชมพู และแดง ยังหมายถึงโชคลาภอีกด้วย



ผู้ที่เกิดวันพุธ

เป็นคนที่มีเสน่ห์ และมีไหวพริบปฏิภาณ คำพูดคำจาของผู้ที่เกิดวันพุธนั้นถือว่ามีเสน่ห์ร้ายเหลือทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครได้ฟังรับรองว่าต้องเคลิบเคลิ้มตามไปด้วยแน่ สีเขียวนอกจากจะเป็นสีประจำวันแล้ว ก็ยังเป็นสีแห่งโชคลาภของคนวันพุธอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เขียวอ่อน เขียวแก่ เขียวใบไม้ รวมทั้งสีธรรมชาติ ของสายลมและแสงแดด ก็ถือเป็นสีแห่งสิริมงคล ที่จะช่วยเสริมสร้าง
พลังชีวิตให้กับผู้ที่เกิดวันพุธได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี
คนที่เกิดวันพฤหัสบดี เขาบอกว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว ที่สำคัญคือมีความเป็นผู้นำ เป็นผู้ที่คิดไปถึงอนาคต วางแผนไกล และมีเสน่ห์น่าค้นหา สีส้ม สีทอง สีประกายต่างๆ อย่างบรอนซ์ทอง บรอนซ์เงิน รวมถึงสีที่เกี่ยวกับเอิร์ธโทน ก็ถือว่าใช้ได้ อีกทั้งสีน้ำตาลอ่อน และน้ำตาลแก่ ก็เป็นมงคลกับผู้ที่เกิดวันนี้ เสื้อผ้าที่เลือกใส่ควรเป็นสีส้ม แสด ทอง เพราะเป็นที่จะนำเรื่องดีๆ มาสู่ตัวคุณได้ค่ะ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนที่มีความสุข สดชื่น รื่นรมย์ สดใสตลอดเวลา มองโลกในแง่ดี และมีอารมณ์ขัน เป็นเสน่ห์อย่างดีให้ ทั้งกับเพศตรงข้าม และเพศเดียวกัน ใครๆ ก็อยากทำความรู้จักกับคนเกิดวันศุกร์ทั้งนั้นแหละค่ะ ถึงจะมองโลกในแง่ดี และคิดการณ์ไกล แต่ก็ต้องระวังกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่ายไว้บ้างนะคะ สีที่ให้ความเป็นมงคลของคนเกิดวันนี้คือ สีฟ้าทุกแบบ สีน้ำเงินเข้มสามารถเลือกสวมใส่เสื้อผ้าได้ทุกสี แต่สีที่นำโชคลาภได้ดีคือ สีชมพู ฟ้า น้ำเงิน แดง เหลืองอ่อน ขาว ครีม และสีทอง

ผู้ที่เกิดวันสาร์

เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ค่อยยอมใคร มีความขี้ใจน้อย ต้องลดทิฐิลงบ้าง เนื่องจากเป็นคนตรงไปตรงมา เสน่ห์ของคนที่เกิดวันเสาร์ คือ เป็นผู้ที่มีความลึกลับ น่าค้นหา และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ถ้าอยากให้ผู้ที่เกิดวันนี้มีเสน่ห์ ก็ต้องเลือกใส่เสื้อผ้าสีม่วง ทั้งม่วงอ่อน ม่วงเม็ดมะปราง สีฟ้า สีน้ำเงินเข้ม หรือชมพู จะช่วยส่งเสริมให้คนวันเสาร์ดูมีเสน่ห์ น่ารัก อ่อนหวานและนุ่มนวลขึ้น อีกทั้งทำให้มีมนตรี หรือผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนอีกด้วย

คู่มือการใช้สีและอัญมณีตามวันเกิด


วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

Gray Scale และ Color Composite


ปัจจัย ในการควบคุมแสง

ปัจจัย ในการควบคุมแสงมี 3 สิ่งก็คือ
Shutter Speed
Aperture
ISO

Photograph

ว่ากันว่า Photograph คือการเขียนแสงลงไปบนภาพ
เพราะแสงนี่แหล่ะ มันเป็นสิ่งเดียวที่จะเราจะ ถ่ายภาพได้
แม้แต่ตอนกลางคืน แค่แสงน้อยนิด ก็สามารถถ่ายภาพได้
แล้วแสงที่เข้าบนภาพ มันเข้ามาได้ไง
หลักๆมี 2 อย่าง ที่จะทำให้แสงเข้ากล้องเราได้1. ประตูให้แสงเข้า เรียกว่า ชัตเตอร์ (Shutter)ซึ่ง ในกล้องมันก็มีความเร็วในการ เปิด-ปิด ประตูบานนี้เสียด้วยสิ ลองนึกถึง ยิ่งปิดเร็ว แสงยิ่งเข้าน้อย ถ้าปิดช้า หรือก็คือ เปิดไว้นาน ก็ทำให้แสงเข้ามาในกล้องได้เยอะ ใช่มั้ยครับ
แล้วลองคิดดูว่า แสงเข้ามา ภาพก็จะสว่างมาก ฉะนั้น ภาพสว่างมาก แสดงว่า ประตู เปิดไว้นาน ใช่มั้ย
ชัตเตอร์(Shutter) นี้ก็เหมือนความเร็วในการ เปิด-ปิด ประตู ที่จะควบคุมให้แสงเข้ากล้องได้มากหรือน้อย
2. ขนาดประตู ให้แสงเข้า รูรับแสง(Aperture)แสงจะเข้าได้มากหรือน้อย นอกจากความเร็วในการ เปิด-ปิด ประตูแล้วก็คือ ขนาดของประตู ลองนึกดูนะ
จากที่เราบอกว่า ความเร็วชัตเตอร์ ก็คือ ความเร็วในการ เปิด-ปิด ประตู มีส่วนที่ควบคุมปริมาณแสงที่เข้ากล้อง
อีกอย่างหนึ่งที่ควบคุมแสงเข้ากล้องได้ก็คือ รูรับแสง นั่นเอง ว่าเราจะเอาแสงเข้ากล้องมาก ก็ต้องใช้ประตูบานใหญ่ๆ ถ้าเอาเข้ากล้องน้อยๆ ก็ใช้ประตูบานเล็กๆ
ในกล้องก็มีขนาดประตู ซึ่งก็คือ รูรับแสง ครับ ไอ้ตัวนี้แหล่ะที่ ยิ่งขนาดประตูใหญ่ แสงเข้ามาก ประตูเล็ก แสงก็เข้าได้น้อย
พอคิดดู ความเร็วของการ เปิด-ปิด ประตู + ขนาดประตู ก็คือปริมาณของแสงที่จะเข้ามาในภาพ
แสงที่เข้ามา ก็จะมาวาดลงบน ตัวรับภาพของกล้อง ก็คือ Film สมัยนี้ก็คือ เซนเซอร์รับภาพ
เบื้องต้นก็แค่นี้แหล่ะค่ะหลักการมีแค่นี้ แต่ต่อยอดได้ไม่รู้จบ หุหุ

filter photoshop

Filter หรือ การทำ Special Effect ใน Photoshop ทำให้ภาพมีสีสรร เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดในการสร้างงานที่แสนง่ายแต่ให้ผลลัพธ์เกินคาด
มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน ดังนี้
1. Artistic คือ กลุ่มของ Filter ที่จะเปลี่ยนภาพถ่าย ให้เป็นงานเขียนด้วยสีแบบต่าง ๆ
2. ฺBlur เป็น Filter ที่จะทำให้ภาพถ่ายเบลอ มีให้เลือก 6 แบบ
3. Brush Strokes คือ Filter ที่จะเปลี่ยนภาพถ่ายให้กลายเป็นรุปวาด
4. Distort คือ คำสั่งที่ใช้สำหรับดัดแปลงรูปทรงของภาพถ่าย
5. Noise คือ Filter กลุ่มนี้จะใส่จุดที่เรียกว่า Noises ลงไปในรูปภาพ
6. Pixelate เป็น Filter กลุ่มที่จะทำงานกับพิกเซลของรูปภาพ เช่น เปลี่ยนภาพที่คมชัดไม่มีพิกเซลแบบเหลี่ยม ๆ
7.Render กลุ่มนี้ใช้สำหรับสร้างเมฆหมอก และยังช่วยตกแต่งแสงให้รูปภาพอีกด้วย
8. Sharpen ช่วยในการตกแต่งปรับความคมชัดของภาพ
9. Sketch เปลี่ยนรูปถ่ายเป็นภาพวาด
10. Stylize กลุ่มนี้เปลี่ยนภาพเป็นงานศิลปะ
11. Texture ใส่พื้นผิวที่มีลักษณะแปลก ๆ ให้รูปภาพ เช่น เปลี่ยนภาพให้มีลายกระเบื้องโมเสก
12. Other เฉพาะสำหรับการปรับค่าต่าง ๆ ของรูปภาพ เช่น ปรับความเบลอ ปรับความแตกต่าง หรือปรับตำแหน่ง
13. การใส่ฟิลเตอร์ให้กับอักษร ต้องทำเลเยอร์อักษรให้เป็น Object ก่อน ทำให้อักษรลักษณะแปลก ๆ

เพื่อนๆของคิตตี้


Kathy เธอเป็นกระต่ายสาวน้อยที่แสนจะสุภาพและเงียบขรึม มักคิดถึงคนอื่นๆก่อนตัวเองเสมอ Kathy จึงกลายเป็นเหมือนกับพี่สาวของทุกๆคนนั่นเอง Kathy เธอเป็นกระต่ายสาวน้อยที่แสนจะสุภาพและเงียบขรึม มักคิดถึงคนอื่นๆก่อนตัวเองเสมอ Kathy จึงกลายเป็นเหมือนกับพี่สาวของทุกๆคนนั่นเอง


Jodie Jodie เป็นหนอนหนังสือ เธอเป็นสุนัขผู้เต็มไปด้วยความรู้มากมาย และเพราะเธออยากเป็นคนเก่ง Jodie จึงชื่นชอบการเรียนและอ่านหนังสือเป็นที่สุด ความใฝ่ฝันของเธอคือการเป็นนักวิจัย


Tiny Chum เท็ดดี้แบร์ตัวน้อยที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณเสมอไม่ว่าที่ไหน Tiny Chum เป็นเพื่อนรักของทั้ง Kitty และ Mimmy มาเป็นเวลานาน และสาวๆทั้งสองก็รักเขาเหมือนน้องชายของพวกเธอ


Tippy เป็นหมีที่น่ารัก แข็งแรง เชื่อใจได้และใจดีกับทุกๆคน เขาสามารถช่วยเหลือทุกๆคนได้เสมอหากกำลังตกที่นั่งลำบาก ตอนนี้ Tippy ก็กำลังจีบ Kitty อยู่และต้องการที่จะเป็นแฟนของ Kitty ให้ได้ในสักวัน

Fifi ลูกแกะน้อยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เธอจะเล่นและพูดได้ตลอดเวลา Fifi มักจะกระโดดโลดเต้นไปรอบๆไม่ว่าเธอจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม ! ดูเหมือน Fifi จะยุ่งอยู่ตลอดจนคุณจะต้องแปลกใจเมื่อได้รู้ว่าเธอได้ทำอะไรลงไปบ้างในแต่ละวัน แล้วเธอเอาพลังมาจากไหนในเมื่อเธอใช้เวลาในการพักผ่อนแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น !

Tracy เป็นแรคคูนน้อยที่แสนจะว่องไวและไม่มีพิษมีภัยกับใคร เขามักสร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนๆอยู่เสมอ Tracy จึงกลายเป็นเพื่อนรักของทุกๆคนไปโดยปริยาย


Tim & Tammy ไม่ว่าที่ใดจะมีความสนุกสนานเกิดขึ้น คุณจะพบลิงฝาแฝดแสนซนทั้งคู่อยู่ในนั้นเสมอ พวกเขาเป็นลิงที่ตลกที่สุดในโรงเรียน มีความเป็นมิตรและสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกๆคนได้เสมอ พวกเขาคือนักสร้างเสียงหัวเราะตัวน้อยๆนั่นเอง

Joey เป็นหนูที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและเป็นเพื่อนที่ดีของทุกๆคน ด้วยความฉลาดและความมีเสน่ห์ของเขา ทำให้ Joey กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่ป็อปปูลาร์ที่สุดในโรงเรียน นอกจากนี้เขายังเป็นนั่งวิ่งลมกรดอีกด้วย

Lorry กระรอกลึกลับที่โผล่มาเจอ Kitty ในขณะที่เธอกำลังเก็บดอกไม้ เขาเล่าความลับอันน่าทึ่งมากมายเกี่ยวกับป่าให้ Kitty ฟัง

Moley ตุ่นน้อยขี้อายที่อาศัยอยู่ในสวนของ Kitty คุณสามารถพบเธอได้ที่บริเวณบึงเล็กๆซึ่งเธอใช้เป็นสถานที่สำหรับนอนอาบแดดอย่างมีความสุข

แฟนคิตตี้ อิอิ หล่อสุด ๆๆ ห้าๆๆ


Dear Daniel Daniel เป็นแฟนหนุ่มของสาวน้อย Kitty เขามักจะเดินทางไปผจญภัยกับคุณพ่อที่เป็นช่างภาพในประเทศแอฟริกาอยู่เสมอ
วันเกิด 3 พฤษภาคม
ราศี พฤษก
สถานที่เกิด ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
งานอดิเรก ถ่ายภาพชีวิตสัตว์ป่า
ความสามารถพิเศษ การเต้นฮิพฮอพและเล่นเปียโน
ความใฝ่ฝัน ช่างภาพที่มีชื่อเสียงหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง
อาหารโปรด ชีสเค้กและโยเกิร์ต
ครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย
จุดเด่น ทรงผมที่ชี้ตั้ง
บุคลิก Daniel เป็นคนที่อ่อนไหวและใสซื่อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ เขาเป็นหนุ่มทันสมัยที่รู้จักแต่งตัวให้ดูเท่ห์อยู่เสมอ Daniel คือเพื่อนข้างบ้านสมัยเด็กที่เล่นซุกซนกับ Kitty มาตลอด กระทั่งพ่อของ Daniel ถูกย้ายไปประจำการอยู่ที่แอฟริกาทั้งสองจึงต้องแยกย้ายจากกันไป หลังจากการย้ายไปอยู่ในหลายๆประเทศทั่วโลก ครอบครัวของเขาก็ได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นิวยอร์ค และจากที่นี่ทำให้เขาสามารถเดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อพบกับ Kitty อีกครั้ง

Kitty's Family




Mimmy น้องสาวฝาแฝดและเพื่อนที่ดีที่สุดของ Kitty จุดสังเกตระหว่างเธอกับ Kitty ก็คือ Mimmy จะผูกโบว์สีเหลืองที่หูด้านขวา แต่ Kitty จะผูกโบว์สีแดงที่หูซ้ายนั่นเอง Mimmy มีนิสัยที่ค่อนข้างแตกต่างกับ Kitty เพราะเธอเป็นแมวขี้อาย แต่เธอก็เป็นแมวที่น่ารักและ เป็นมิตรกับทุกๆคน เธอจึงมีเพื่อนมากมายเช่นเดียวกับ Kitty



Mary คุณแม่ของ Kitty เป็นคนที่น่ารักและใจดี เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำกับข้าว ดูแลทุกคนในครอบครัวและดูแลบ้าน คุณแม่มักจะอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยเหลือลูกๆอยู่เสมอ เวลาว่างคุณแม่มักจะทำอาหารและอบเค้กกับลูกสาวทั้งสอง ฝีมือการทำพายแอ๊ปเปิ้ลของคุณแม่ก็เป็นที่เลื่องลือว่ามีรสชาติที่แสนอร่อยแม้แต่ Kitty ก็ยังติดใจ




George คุณพ่อของ Kitty เป็นคนอารมณ์ดีและดูแลห่วงใยทุกๆคน เขามักจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกๆคนในครอบครัวอยู่เสมอ คุณพ่อทำงานหนักและเป็นที่พึ่งพาสำหรับทุกคนได้ แต่ทว่าเขาก็มักจะนั่งใจลอยอยู่บ่อยๆเช่นกัน คุณพ่อชอบอ่านหนังสือ และพูดคุยในเรื่องทั่วๆไป


Margaret คุณย่ามีฝีมือมากในเรื่องของการทำอาหาร ชอบทำงานเย็บปักถักร้อยและทำพุดดิ้งให้กับหลานสาวทั้งสองคนทานอยู่เสมอ พุดดิ้งฝีมือคุณย่าได้รับการยอมรับว่าไม่มีใครที่จะสามารถทำได้อร่อยกว่าท่านอีกแล้ว คุณย่ามักจะนั่งปักผ้าอยู่ที่เก้าอี้โยกของเธออยู่เสมอ


Anthony คุณปู่ของ Kitty ฉลาดและรอบรู้ไปเสียทุกอย่าง ชื่นชอบการวาดภาพ อีกทั้งยังเป็นนักเล่านิทานชั้นเยี่ยมอีกด้วยคุณปู่และคุณย่าของ Kitty อาศัยอยู่ในป่าซึ่งต้องใช้เวลาทั้งวันในการเดินเข้าไปถึงบ้านของท่านทั้งสอง คุณพ่อมักจะพา Kitty Mimmy และคนๆอื่นในครอบครัวเข้าไปเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าอยู่เสมอ

HELLO KITTY






ชื่อ KITTY
วันเกิด 1 พฤศจิกายน (1974)
สถานที่เกิด ชานเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ที่อยู่ Kitty อาศัยที่บ้านสีขาวหลังคาแดง ห่างจากตัวเมืองลอนดอน 20 กิโลเมตร ในเมืองที่ไม่มีใครทราบชื่อซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 ชีวิต คุณสามารถเดินทางไปยังเมืองแห่งนี้ได้ภายใน 20 นาทีโดยรถยนต์ หรือ 30 นาทีโดยรถเมล์

สัดส่วน :น้ำหนักเท่ากับแอ๊ปเปิ้ล 3 ผล สูงเท่ากับแอ๊ปเปิ้ล 5 ผล
กรุ๊ปเลือด :A (Negative)


ราศี :พิจิก
สีที่ชอบ :แดง
อาหารโปรด :พายแอ๊ปเปิ้ลฝีมือคุณแม่ ฮ็อทเค้ก พุดดิ้งและของหวานทั้งหลาย เช่น ลูกกวาด เป็นต้น
วิชาโปรด:ดนตรีและภาษาอังกฤษ
สิ่งที่ชอบ : ของชิ้นเล็กๆน่ารักๆเหมือนตัวเธอนั่นเอง เธอสะสมดาวดวงเล็กๆ ปลาทองตัวน้อย เหรียญเงินและริบบิ้นมากมาย นอกจากนี้เธอยังชอบไปเที่ยวเล่นตามสาธารณะหรือในป่ากับเพื่อนๆอยู่เสมอ หากมีเวลาว่าง Kitty มักจะตรงดิ่งไปยังร้านลูกกวาดเสมอ เธอชอบลูกกวาดมากๆเลยล่ะ !
จุดเด่น :สิ่งที่ทำให้ทุกๆคนจดจำ Kitty ได้เสมอก็คือริบบิ้นสีแดงที่หูซ้ายของเธอและปุยหางอันฟูฟ่องของเธอนั่นเอง
ชายในสเป็ค Kitty : ชอบผู้ชายที่ใจดีและเป็นมิตร รักครั้งแรกของ Kitty ก็คือDear Daniel และเมื่อ Dear Daniel ได้เดินทางไปอยู่กับครอบครัวของเขาที่แอฟริกา Kitty ก็ได้หันมาคบกับ Tippy หมีหนุ่มเพื่อนร่วมชั้น
ความใฝ่ฝัน : นักเปียโนหรือกวี
บุคลิก Kitty : เป็นแมวน้อยที่ร่าเริง อบอุ่นและใจดี เธอมีฝีมือในการอบคุ้กกี้ที่แสนอร่อยและชอบทานพายแอ๊ปเปิ้ลฝีมือของคุณแม่ เพื่อนสนิทของ Kitty ก็คือน้องสาวฝาแฝดของเธอที่ชื่อว่า “Mimmy” นั่นเอง และตั้งแต่คุณพ่อของ Kitty ได้เข้าไปทำงานในนิวยอร์ค เธอจึงมีเท็ดดี้แบร์เป็นเพื่อนอีกมากมาย งานอดิเรกของ Kitty ก็คือการเดินทางท่องเที่ยว อ่านหนังสือ เล่นดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเปียโน เธอชอบชิมคุ้กกี้ฝีมือการอบของ Mimmy น้องสาวและ Kitty ยังชอบเล่นกีฬาด้วยเช่นกัน เธอโปรดปรานการตีเทนนิส แต่สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดก็คือการพบปะผู้คนและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ก็เป็นเหมือนที่ Kitty บอกกับทุกคนนั่นแหล่ะว่า “ไม่มีวันที่เราจะรู้สึกว่าเรามีเพื่อนมากเกินไป”ด้วยเหตุนี้นี่เอง Kitty จึงกลายเป็นสาวน้อยที่ป็อปปูลาร์ที่สุดในโรงเรียน
โรงเรียน :โรงเรียนตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางที่มุ่งสู่ลอนดอนห่างจากบ้านของ Kitty 4 กิโลเมตร โรงเรียนของ Kitty นั้นนับได้ว่าเป็นโรงเรียนที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้และแวดล้อมสัตว์ป่าน้อยใหญ่ Kitty และ Mimmy เดินทางไปโรงเรียนด้วยรถเมล์ด้วยกันทุกเช้าซึ่งใช้เวลาในการเดินทางเพียงสามป้ายรถเมล์เท่านั้นคุณครูจะคอยทักทายกับพวกเธอทั้งสองอยู่ที่หน้าโรงเรียนทุกวัน และเป็นที่แน่นอนว่า Kitty และ Mimmy คือสองสาวที่ป็อปปูลาร์ที่สุดในโรงเรียน
คุณรู้มั้ย?- Kitty ชอบแปรงฟันด้วยยาสีฟันกลิ่นสตรอเบอร์รี่ เธอห้ามใจแทบไม่ไหวทุกครั้งเมื่อได้กลิ่นหอมหวานของสตรอเบอร์รี่- Kitty มักจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยจักรยานสามล้อ คันเล็กของเธอเสมอ ไม่ว่าจะออกไปเที่ยวเล่นใกล้ๆบ้าน ไปช็อปปิ้ง หรือแม้แต่เวลาที่เธอออกไปเล่นกับเพื่อนๆ

Lab 10 ข้อ 18




Lab 9 ข้อ 18







Lab 9 ข้อ 17


ผลการคำนวณจะปรากฎออกมาเมื่อคลิดที่ปุ่มคำนวล ในที่นี้ กว้าง 45 สูง 5 พื้นที่สามเหลี่ยม


php สูตรการคำนวน







หน้าต่างการใส่ค่า เป็นการสร้างโดย html ดังโค้ดด้านล่าง


Lab 8 ข้อ30



ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่แสดงที่หน้าเว็บมาเก็บค่าไว้ที่ไฟล์ชื่อว่า oddeven.txt จากโค้ดนี้จะเก็บค่าเพิ่มข้นเรื่อยๆทุกครั้งที่รัน ลองลบแล้วรันใหม่ได้

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

แกนโลกขยับ

องค์การนาซา เผยว่าแผ่นดินไหวที่ประเทศชิลี ส่งผลให้แกนโลกขยับจากเดิมถึง 8 เซนติเมตร ทำให้เวลาสั้นขึ้น จากกรณีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 8.8 ริกเตอร์ ที่ประเทศชิลีนั้น ล่าสุด องค์การนาซา ออกมาเปิดเผยว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวดังกล่าว ทำให้แกนโลกขยับเอียงจากตำแหน่งเดิมถึง 8 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในหนึ่งวันสั้นหรือช้าไปประมาณ 1.26 ไมโครวินาที (1 ไมโครวินาที เท่ากับ 1 ในล้านวินาที) อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัย และไม่อาจจะสรุปได้ว่า การเอียงของแกนโลกจะส่งผลกระทบต่อระบบความสมดุลโลกหรือไม่ ที่สำคัญจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนบนโลกอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบใคร

บางคนคงเคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก แตกต่าง และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ เป็นเพราะอะไรกัน
โรคนี้ใความคิดมันคงเกิดจากคนรอบข้างมาที่สุด คนที่เป็นเค้าคงขาดเพื่อนขาดความห่วงใยหรืออาจเจอเรื่องใดๆมาคิดว่าถ้ามีคนใกล้ชิดเป็นเราควรจะช่วยเค้าดูแลใสใจสนใจเค้าหรือว่าให้การช่วยหรออย่าได้ปล่อยให้เค้าเจอกับปัญหาเพียงลำพัง

Hikikomori Syndrome ฮิคิโคโมริ ซินโดรม ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร ไม่พบใคร

มีรายงานว่าเด็กญี่ปุ่นจำนวนมากมีอาการของ Hikikomori Syndrome มาตั้งแต่ปี ๑๙๙๖ นอกจากญี่ปุ่น ยังพบรายงานเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันนี้จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่กล่าวมาล้วนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่งคั่งทั้งสิ้น และเท่าที่ทราบ ยังไม่มีรายงานกลุ่มอาการนี้อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเด็กที่มีอาการของฮิคิโคโมริซินโดรม หรือป่วยด้วยโรคฮิคิโคโมริ หมายถึง เด็กที่แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัว หรือในบ้าน เป็นแรมเดือนหรือหลายปีก่อนที่จะลงรายละเอียดของโรคหรือกลุ่มอาการนี้ มีหลายประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อน หรือจะพูดให้ถูกคือ ถึงตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับฮิคิโคโมริที่เรายังไม่เข้าใจจิตแพทย์และนักจิตวิทยาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และมิใช่โรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิใช่โรคทางจิตเวชหากฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคำถามตามมาว่าญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มีคำตอบคือ ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างที่เราทราบกันว่าการแข่งขันของเด็กญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนัก หนักกว่า และหนักที่สุด ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการสื่อสารเลิศที่สุดในโลก ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นผ่านความบอบช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ทั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบการศึกษาแบบญี่ปุ่น และวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งนักสังคมวิทยาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริที่ สำคัญก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในช่วง ๑๐ ปีหลังเหล่านี้คือสิ่งที่ชาติอื่นไม่มี และแม้ว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการทำงานอาจเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้ แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ แบบที่ญี่ปุ่นเผชิญ เป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัวและเมื่อมองว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ไม่ใช่โรค เพราะฉะนั้นการใช้คำว่า "โรค" หรือ "Syndrome" ในบทความนี้จึงอาจถือว่าผิดนักจิตวิทยาญี่ปุ่นมีความเห็นว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างแท้จริง เกิดขึ้นเพราะเด็กญี่ปุ่นไม่ยอมรับวิถีชีวิตในสังคมของคนส่วนใหญ่ เขาจึงกำหนดตนเอง (autonomy) "เป็น" ฮิคิโคโมริ เขาพอใจชีวิตที่เป็นและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หากจะมีผลเสียอยู่บ้างก็คือ เมื่อเขาใช้ชีวิตในห้องนานๆ ก็จะขาดทักษะในการเข้าสังคมกับคนส่วนใหญ่ขอให้สังเกตข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมา เราจะไม่พูดว่า "เด็กญี่ปุ่นไม่ยอมรับวิถีชีวิตในสังคมของคนปรกติ" เพราะนั่นเท่ากับบอกว่าเด็กฮิคิโคโมริผิดปรกติ นอกจากนี้การที่นักจิตวิทยาเลือกใช้คำว่า "autonomy" ก็เป็นการย้ำว่าฮิคิโคโมริเป็นพัฒนาการของคนกลุ่มหนึ่ง เพราะคนทุกคนเมื่อพัฒนาไป ย่อมผ่านจุดที่จะต้องมี autonomy ด้วยกันทั้งนั้นเมื่อมองว่าฮิคิโคโมริไม่ใช่โรค การช่วยเหลือเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริจึงเป็นเพียงการนำตัวเด็กเหล่านั้นมารวมกลุ่มกันแล้วใช้ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อไม่ให้พวกเขาตัดขาดจากสังคมภายนอกมากจนเกินไป ในทางตรงข้าม หากฮิคิโคโมริเป็นโรค การรักษาก็จะมุ่งไปในทางวินิจฉัยให้จงได้ว่าพวกเขาแต่ละคนป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ เช่น เป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคซึมเศร้า (Major Depression) โรคกลัวที่โล่ง (Agoraphobia) โรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลออทิสติก (Autistic) เมื่อวินิจฉัยแล้วก็จ่ายยาหรือทำจิตบำบัดเฉพาะโรคไปตามการวินิจฉัยนั้นข้อเสียสำคัญของการมองฮิคิโคโมริเป็นโรค คือทำให้เกิดการตีตรา (stigma) การตีตราเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวไม่ยอมรับว่าเด็กของตนกำลังมีอาการของฮิคิโคโมริซินโดรมและต้องการความช่วยเหลือ ทำให้การช่วยเหลือเนิ่นช้าออกไปและยิ่งยากต่อการช่วยเหลือมากขึ้นทุกที ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่ข่าวฮิคิโคโมริปรากฏในสังคมญี่ปุ่นครั้งแรกๆ ได้เกิดความคลาดเคลื่อนในการรายงานข่าว โดยมีการระบุว่าเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริทำร้ายมารดาของตนอย่างรุนแรง ส่งผลให้สังคมญี่ปุ่นหวาดระแวงเด็กฮิคิโคโมริเกี่ยวกับเรื่องการตีตราหรืออคติที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวชนั้น ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้นคงต้องยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา นั่นคือกรณีหญิงสาวที่ใช้มีดทำร้ายนักเรียนในบริเวณโรงเรียน และกรณีชายหนุ่มที่ทำลายพระพรหมเอราวัณจนกระทั่งตนเองถูกรุมทำร้ายถึงตาย จริงอยู่ที่ผู้ก่อเหตุทั้งสองเป็นผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรังซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเด็นคือ หากสังคมไม่มีอคติ และรู้ว่าโรคจิตเกิดจากสารเคมีบางตัวในสมองผิดปรกติ ผู้ป่วยทั้งสองก็จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วตั้งแต่หลายปีก่อน และสามารถหายขาดได้ในที่สุด แทนที่จะกลายมาเป็นผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรัง จนกระทั่งก่อเหตุ และนำมาสู่บทลงเอยเช่นนั้นสำหรับฮิคิโคโมริ เนื่องจากนักวิชาการญี่ปุ่นเกรงว่าสังคมจะมีอคติ จึงพยายามไม่ผูกโยงคำว่าฮิคิโคโมริเข้ากับเรื่องทางจิตเวช พวกเขาต้องการให้มองฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมเท่านั้นแต่ในอีกทางหนึ่ง เมื่อมองว่าฮิคิโคโมริเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ก็ทำให้วงวิชาการละเลยและไม่เอาจริงเอาจังกับผู้ที่มีอาการฮิคิโคโมริ ผลที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีใครทราบตัวเลขที่แท้จริงของเด็กที่ "เป็น" ฮิคิโคโมริในญี่ปุ่น อาจจะเพราะไม่สนใจที่จะสำรวจทางระบาดวิทยาอย่างจริงจัง หรืออาจเพราะครอบครัวของเด็กฮิคิโคโมริส่วนใหญ่ปิดบังข้อมูลเพราะความอับอาย เอกสารบางชิ้นระบุว่าญี่ปุ่นมีเด็กฮิคิโคโมริถึง ๑ ล้านคน ขณะที่เอกสารบางชิ้นก็ว่ามีเพียง ๕ หมื่นคนเท่านั้นครอบครัวของเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะอับอายที่มีเด็กเช่นนี้อยู่ในบ้าน เมื่ออับอายก็ซ่อน เมื่อซ่อนก็เท่ากับหมักหมมปัญหา ทำให้อาการของเด็กรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวอับอาย แต่ที่แท้แล้วเด็กฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวของเด็กเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้น คุณแม่จำนวนมากเริ่มต้นเรื่องนี้เพราะต้องการปกป้องลูกของตนจากการถูกรังแกที่โรงเรียน ทั้งยังเห็นว่าการที่ลูกขังตัวเองอยู่ในห้องในบ้านในสายตา ก็ยังดีกว่าหายตัวไปข้างนอกปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ โลกปัจจุบันรวมทั้งสังคมญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่สังคมไทย มาถึงจุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนคนหนึ่งสามารถขังตัวเองได้อย่างสมบูรณ์เด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักเป็นเด็กผู้ชายและมักเป็นลูกคนโต เด็กเหล่านี้จะไม่ไปโรงเรียน ใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืน อาจจะออกจากห้องไปที่ครัวในกลางดึกบ้างเพื่อหาอาหารกิน หรือมีบ้างที่จะออกจากบ้านกลางดึกเพื่อไปซื้อเสบียงจากร้านสะดวกซื้อที่เปิด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง กิจกรรมที่พวกเขาทำขณะตื่นกลางดึกนั้นคือดูทีวีไปเรื่อยๆ เซิร์ฟไปตามเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูนเรียกได้ว่าครบสูตรหนักที่สุดคือนั่งจ้องผนังเฉยๆ ไปเรื่อยๆขอให้สังเกตว่าพวกเขาไม่นิยมแช็ตหรือส่งเมลให้ใครหรือสื่อสารกับใครแม้ในความจริงเสมือน พวกเขาอาจมีโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัวแต่ก็มิใช่เพื่อการพูดคุย พวกเขาสร้างโลกเสมือนขึ้นเพื่อให้ตนเองอยู่อย่างแท้จริง และพวกเขาสามารถอยู่ได้จริงๆ ตลอดไปเสียด้วยหลายปีมานี้ผมพบเด็กไทยในครอบครัวคนชั้นกลางเขตเมืองที่ไม่เรียนหนังสือมากขึ้น เด็กเหล่านี้จะอยู่บ้านเฉยๆ เล่นเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน แต่ที่พิเศษกว่าเด็กฮิคิโคโมริ คือพวกเขาเมาท์ แช็ต และบางคนชอปด้วย จึงยังไม่อาจเรียกว่าฮิคิโคโมริได้เต็มปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าเราไม่เคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ (ที่จริงแล้วเขาว่าเราเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำไป) และต่อให้เรามีการศึกษาระบบทารุณกรรม แต่เราก็ยังไม่มีวัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีวิต เราไม่มีแม้กระทั่งวัฒนธรรมการทำงานหนัก เด็กพวกนี้จึงไม่ใช่เด็กฮิคิโคโมริอย่างไรก็ตาม มีข้อเหมือนอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือพฤติกรรมเช่นว่านี้พบเฉพาะเด็กในครอบครัวคนชั้นกลางเท่านั้น ครอบครัวที่พ่อแม่รวยพอที่จะปรนเปรอลูกด้วยวัตถุถึงห้องนอน แต่ก็ไม่รวยพอที่จะส่งลูกหนีจากการศึกษาระบบทารุณกรรมไปเรียนต่างประเทศที่แท้แล้วเด็กแยกตัวบ้านเราเป็นเด็กอะไร ?ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๕๙ :: กันยายน ๔๙ ปีที่ ๒๒จิตวิทยา : ฮิคิโคโมริhttp://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=604

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Ground Control Point

(Ground Control Point) จุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดิน(Ground Control Point:GCP) เป็นจุดควบคุมภาพถ่ายที่เห็นเด่นชัดบนภาพถ่ายและชี้ชัดได้บนภาคพื้นดิน จุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดินมีค่าพิกัดในทั้งสามมิติ มีการไปรังวัดในสนามด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ให้ความละเอียดถูกต้องสูงในระดับที่สามารถนำมาควบคุมงานข่ายสามเหลี่ยมทางอากาศได้

Rectification

เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปข้อมูลจากระบบกริด ซึ่งหมายถึง ตารางสี่เหลี่ยมที่มีพิกัดแบบหนึ่งไปเป็นระบบกริดอีกแบบหนึ่งโดยใช้สมการพนุนามอันดับต่างๆ แต่เนื่องจากจุดภาพต่างๆ ในกริดใหม่จะทาบกันไม่พอดีกับจุดภาพในกริดดั้งเดิม ดังนั้นจึงต้องมีการจัดข้อมูลใหม่ (resembling) เพื่อเติมให้กับกริดใหม่

ระบบพิกัดภูมิศาสตร์

หมายถึง ระบบแบบวงกลมของเส้น ละติจูด และ ลองจิจูดโดยมีหน่วยวัดเป็น องศา ลิบดา และฟิลิบดา ระบบนี้ใช้ได้กับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กและไม่มีความโค้งของโลกมาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน การใช้ระบบพิกัดแบบวงกลมจะทำให้การคำนวณพื้นที่และระยะทางยาก ดังนั้นจึงใช้ระบบพิกัดระนาบ (planar coordinate) ระบบที่กล่าว คือระบบ UTM โดยมีค่าแกน x เพิ่มขึ้นไปทางทิศตะวันออก และมีค่าแกน y เพิ่มขึ้นไปทางทิศเหนือ

ระบบพิกัดแผนที่ (map coordinate system )

เป็นระบบ x, y ซึ่งสามารถใช้อ้างอิงตำแหน่งสถานที่ต่างๆ บนพื้นผิวโลก ระบบที่ใช้กันมากในสหรัฐอเมริกา คือ ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ระบบพิกัด UTM และ ระบบพิกัดระนาบรัฐ

Registration

เป็นกระบวนการในการทำให้ภาพหนึ่ง อยู่ในแบบฟอร์มเดียวกับภาพอื่นๆ โดย
ที่พิกัดทางภูมิศาสตร์อาจจะไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีนี้

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ข้อ 9 Lab6

ฟังก์ชันที่มีการผ่านค่า สามารถส่งตัวแปร เข้าไปประมวลผล ได้จ้า
ฟังก์ชันที่มีการไม่ผ่านค่า นี่ไว้ เรียกดูเฉย ๆ




จะใช้ก็ก็ต่อเมื่อ
ก็ถ้ามีตัวแปร ให้คำนวน ก็ใช้แบบผ่านค่าจ้า
ถ้าเรียกดูเฉย ๆ ก้ไม่้ต้องใช้

ข้อ 13 Lab5




ข้อ 24 Lab5




ข้อ 8 Lab5