วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Relational Model

>>>โครงสร้างของฐานข้อมูลอยู่ในรูปของรีเลชัน หรือ ตาราง ประกอบด้วยแถว (Tuple) และสดมภ์ (Attribute)
>>>การควบคุมความถูกต้อง
•Tuple มีข้อมูลไม่ซ้ำกัน
•Tuple ไม่มีลำดับจากบนลงล่าง
•Attribute ไม่มีลำดับจากซ้ายไปขวา
•ค่าของ Attribute ทุกค่าจะต้องเป็น atomicity
>>>ตัวอย่างของภาษาปฏิบัติการ คือ SQL
>>>ลักษณะเด่น
•เหมาะสำหรับงานเลือกดูข้อมูลแบบหลายฟิลด์ข้อมูล
•ป้องกันข้อมูลถูกทำลายหรือแก้ไขได้ดี
•การเลือกดูข้อมูลทำได้ง่าย
>>>ข้อจำกัด
•แก้ไขปรับปรุงข้อมูลทำได้ยาก
•มีค่าใช้จ่ายของระบบสูงมาก

Data Model

ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Model):
ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Model):
ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Model):
ฐานข้อมูลแบบเชิงวัตถุ(Object-Oriented Model):
ฐานข้อมูลแบบเชิงวัตถุ-สัมพันธ์(Object-Relational Model):

Database vs GeoDatabase

3DIT

Spatial Distribution: การกระจายในเชิงพื้นที่ ดูว่ามันกระจายอย่างไร อย่างเช่น กระจายแบบกระจุกตัวเป็นหย่อมๆไปทั่วพื้นที่ หรือ กระจายตัวห่างๆกันเท่าๆกันเป็นบล๊อคๆ หรือ กระจายทั่วพื่อนที่ทั่วๆไป อย่างเช่นต้นไม้ในป่า

Spatial Differentiation: ความแตกต่างในเชิงพื้นที่ อย่างเช่น เชียงใหม่กับประจวบต่างกันไหมก็ต่างกันเชียงใหม่มีเขามีหมอก ส่วนประจวบมีทะเล อะไรแบบนี้ หรือว่า ที่ทะเลก็เห็นต้นมะพร้าวเยอะ ไม่มีต้นข้าวริมทะเล ส่วนพิจิตรเจอแต่ท้องนาต้นข้าวเยอะ

Spatial Diffusion: การแพร่กระจายเชิงพื้นที่ ก็คือบอกว่าเริ่มจากตรงไหนไปตรงไหน อย่างเช่นเชื้อโรค ไข้หวัด2009 นั้นคือเริ่มพยจากแม็กซิโกแล้วเริ่มแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆไปเรื่อยๆนั้นเอง หรืออย่างวัฒนธรรมก้เช่นกัน แพร่จากญี่ปุ่นมาไทยเช่นทรงผม

Spatial Interaction: การปฏิสัมพันธ์กันเชิงพื้นที่ การตั้งห้างสรรพสินค้าผู้ตั้งก็ต้องว่างแผนการตั้งว่าถ้าตั้งทำเลนี้จะสามารถดึงลูกค้ามาจากจังหวัดต่างๆได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเอง หรืออีกอย่างก็พื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าวอะไรแบบนี้อะจ้า

Spatial Temporal: ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกันเชิงพื้นที่ เมื่อเวลาเปี่ยนสิ่งที่ปรากฏบนพื้นที่แต่ละพื้นที่ก็จะเปลี่ยนไป กาลเวลาเปลี่ยนไปสองแบบนะ
อย่างแรก เป็นฤดู ฤดูมันก็จะวนไปเรื่อยๆแล้วกลับมาใหม่ อย่างเช่นการปลูกข้าวแบบเมื่อก่อน ในเดือนนี้ๆก็จะปลูกข้าวหลังจากนั้นก็จะไม่มีข้าวในนาจนจะครบฤดูปลูกใหม่ถึงจะเห็น อย่างที่สอง เวลาแบบที่ผ่านไปเรื่อยๆอย่างเช่น การก่อสร้างอะขึ้นมาใหม่ในแต่ละพื้นที่สร้างแล้วก็สร้างเลยไม่มีการมาทุบแล้วสร้างใหม่จ้า

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เทคนิคการถ่ายภาพผ่านกระจก

กล้องCanon ตอนนี้มีโหมดถ่ายภาพ อะควอเลี่ยมด้วย
ให้ใช้โหมดนี้ในการถ่ายภาพผ่านกระจก
เวลาถ่ายควรจะให้เลนส์ใกล้กับกระจกมากที่สุดจ้า
แต่ถ้าใครใช้กล้องที่ไม่มีโหมดนี้ เวลาถ่ายให้ปิดเฟต
แล้วตั้งค่าISOสูงๆ จ้าก็จะได้ภาพสวยๆเหมือนกัน
ทีนี้เวลาไปเที่ยวอันเดอร์วอเตอร์เวิลเราก็จะได้ภาพสัตว์น้ำน่ารักมาอวดเพื่อนๆได้แระจ้า

เทคนิคนี้ดูมาจากรายการทีวีเมื่อวานนะจ๊ะ

การเขียนภาพด้วยแสงไฟ




การเขียนภาพด้วยแสงไฟการถ่ายภาพแบบให้แสงไฟสีต่าง ๆ ต้องใช้ห้องที่มืดสนิทโดยมีฉากผ้าหรือกระดาษสีดำ แสงไฟสีทำได้โดยใช้ไฟฉายธรรมดาขนาดเล็ก หุ้มกระดาษแก้วสีต่าง ๆ ตามความต้องการ จัดตั้งไฟแฟลชให้ส่องตรงไปยังแบบ แบะอาจใช้แฟลชอีก 1 ดวง ติดสนูท (Snoot) เป็นกรวยบีบแสง ให้ส่องตรงไปเฉพาะจุดที่ผมเพื่อมิให้ตัวแบบกลืนไปกับความมืดของฉากหลังเมื่อจัดฉากเรียบร้อยแล้วให้แบบยืนแสดงท่าตามต้องการ ให้ผู้วาดเส้น แสง สี คลุมพาดดำถือไฟฉายหุ้มกระดาษแก้วสี ยืนด้านหลังของแบบกล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้อง เปิดความเร็วชัตเตอร์ที่ B ส่วนช่องรับแสงตั้งไว้ที่ f11 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ให้กด ชัตเตอร์ ผู้วาดเส้นจะเริ่มเปิดไฟฉายวาดแสงสีต่าง ๆ ตามต้องการ เช่น ใช้กระดาษแก้วสีแดงวาด 15 วินาที แล้วเปลี่ยนกระดาษแก้วเป็นสีฟ้า 10 วินาที กระดาษแก้วสีเหลืองอีก 5 วินาที หลังจากนั้นผู้วาดแบบจะออกมาจากฉากเปิดไฟแฟลช 1 ครั้ง แล้วปิดชัตเตอร์จะได้ภาพตามต้องการส่วนภาพแสงเทียนประกอบกับดอกไม้ไฟนั้น ก็จัดฉากให้เป็นสีดำ จัดแบบเทียนไขสีต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามต้องการ ตั้งบนแผ่นไม้รองเทียนที่มีขาตั้งสีดำกลมกลืนกับความมืด กล้องถ่ายภาพตั้งบนขาตั้งกล้อง เปิดความเร็วชัตเตอร์ที่ B ช่องรับแสงเปิดที่ f11 เมื่อเรียบร้อยแล้ว จุดเทียนไขกดชัตเตอร์ใช้เวลาประมาณ 5 วินาที จากนั้นให้ผู้ช่วยที่คลุมผ้าดำ จุดดอกไม้ไฟวนไปมารอบเทียนไขอีกประมาณ 3 – 5 วินาที แล้วปิดชัตเตอร์




คอมไม่มีเล่นอะ

หือๆๆ
ต้องไปหาคอมคนนู้นคนนี้มาเล่น
พระเจ้า!!!!!
เมื่อไหร่จะได้ว่ะเนี๊ย
งืมๆๆ
เหลืองานอีกอันนึง
ว่าจะไปยืมหนังสือ ไม่ได้ยืมอีกแระ
ว่าจะตลอด.........

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์


ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
(Geographic Information System : GIS)


คือระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้ สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาได้

ความแตกต่าง


ความแตกต่างของข้อมูล กับ สารสนเทศ

ให้ทำความเข้าใจแบบง่ายๆเลยนะ

ข้อมูลก็เหมือนกับอะไรก็ได้ที่เรามองเห็น แต่เราไม่ได้สนใจมัน มันก็จะไม่มีความหมายในสายตาเราไง

ส่วน สารสนเทศก็เหมือนกับอะไรที่เราสนใจมานอยู่ในสายตาเราพอเรามองเห็นสมองมานก็จะเอาไปตีความ มันเลยกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับเรา และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

งงอะป่าวเอ่ย ??? แต่คิดว่าน่าจะเข้าใจนะ อิอิ

จะลองมายกตัวอย่างแล้วกัน

ข้อมูล :มีรถสปอร์ทหรู30 คัน มีผู้รักษาความปลอดภัย 5 คน (เป็นเพียงข้อมูลถ้าไม่ได้สนใจก็ไม่มีค่าอะไรรู้แล้วก็ผ่านไป)

สารสนเทศ :อัตรารถสปอร์ทหรูที่มีต่อผู้รักษาความปอดภัย = 30/5=6 (เราเกิดการตีความโดยเอาข้อมูลที่มีมาใช้ สารสนเทศจึงเกิดความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถ้ามีคนมาถามเพื่อที่จะฝากดูแลรถเราก็จะตอบได้ว่าผู้รักษาความปลอดภัย1คนจะดูแลรถ6คัน)

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ฟิ๊ว ฟิ๊ว


เห้ยคอมไม่มีใช้

เซ็งว่ะ

ทำไรไม่ได้เลย

เมื่อไหร่จะได้ว่ะ

หือๆๆ

งานก็มาให้เต็ม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความหมาย ข้อมูล สารสนเทศ ภูมิสารสนเทศและฐานข้อมูล

ทำความเข้าใจเล็กๆน้อยๆก่อนเรียนนะจ๊ะ

ข้อมูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ใช้แทนด้วยตัวเลข ภาษา หรือสัญลักษณ์ที่ยังไม่มีการปรุงแต่งหรือประมวลผลใดๆ

สารสนเทศ(Information)หมายถึง สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ สารสนเทศ จึงหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี

เขียนให้เห็นภาพเข้าใจง่ายขึ้นไหม
ข้อมูล ----> การประมวลผล ----> สารสนเทศ

ภูมิสารสนเทศ (Geo-Informatics) หมายถึง “ข้อมูลเชิงตำแหน่งทุกชนิด ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะที่เป็นเอกสารหรือเชิงเลข (Digital) หรือจะได้มาจากกระบวนการหรือกรรมวิธีใด” ดังนั้นด้วยความหมายนี้ทำให้ภูมิสารสนเทศ หมายรวมถึง แผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพดาวเทียม ข้อมูลเวคเตอร์ แบบจำลองภูมิประเทศเชิงเลข ตลอดจนข้อมูลจากการสำรวจรังวัดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการรังวัดแบบดั้งเดิม (Conventional Survey) หรือจากการรังวัดสมัยใหม่ด้วยสัญญาณดาวเทียม GPS ฯลฯ

^^--หรือสรุปง่ายๆก็คือนั้นเองจ้าเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ จัดการ และตีความข้อมูลข่าวสารเชิงพื้นที่--^^

ฐานข้อมูล(Database) คือ การรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันโดยจะเก็บอยู่ภายใต้หัวเรื่องหรือจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง

รู้ไว้ใช่ว่านะจ๊ะ....
ฐานข้อมูลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการช่วยเก็บเสมอไป อาจเป็นฐานข้อมูลที่เก็บลงในหนังสือก็ได้ เช่น สมุดโทรศัพท์ พจนานุกรม เป็นต้น การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นฐานแบบนี้ ก็เพื่อง่ายต่อการค้นหา
การเก็บฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะทำให้การค้นและการวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่มีอยู่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน


*+++*จะบอกอีกว่าในปัจจุบันนิยมเก็บฐานข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงจะเห็นได้ว่าถ้าพูดถึงฐานข้อมูลก็ขอให้เข้าใจว่า เป้นฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จ้า;]

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

welcom to my blog

ก่อนอื่นก็ สวัสดีกันก่อนเลยนะ
นี่ก็เป็นblogแรกที่ทำจริงๆจังนะ
ยังไงก็จะทำให้น่าอ่านที่สุดเลยแล้วกัน
ขอบคุณตัวเองที่เลือกลงวิชานี้ จะตั้งใจเรียนสุดๆ
ขอบคุณทุกคนที่อยู่รอบๆกายคอยให้กำลังใจและคำปรึกษา
__by kitty_devil__

ขยันเท่านั้น ทำทันทุกวิชา
อิอิ ;)